ท่านจุฬาราชมนตรี ฮัจยีประเสริฐ มะหะหมัด
ท่านจุฬาราชมนตรี นายประเสริฐ มะหะหมัด เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 6 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ ก่อนจะมาเป็นกรุงเทพฯ บิดาชื่ออาจารย์ซอและห์ มารดาชื่อฮัจยะห์คอดีเยาะห์ มะหะหมัด ท่านเป็นบุตรชายคนโต มีพี่น้องทั้งหมด 9 คนคือ
อัลมัรฮูมฮัจยีอิบรอเฮม มะหะหมัด
ฮัจยะห์ฟาติเมาะห์ หวังสัน
ฮัจยะห์ลมูล (รอเฮ้ล) เชาวสุธีรนนท์
ฮัจยะห์รอมละห์ (หรั่ง) หมัดสะอิ๊ด
อัลมัรฮูมะห์ฮัจยะห์ซอฟียะห์ บินแสละ
อาจารย์อาดำ มะหะหมัด
ฮัจยะห์สมบุญ อิสสระชัย
อัลมัรฮูมะห์ฮัจยะห์ฮาบีอะห์ มะหะหมัด
อัลมัรฮูมฮัจยีอับดุซซอมัด (จำรัส) มะหะหมัด
ประวัติการศึกษา
เมื่ออายุ 7 ขวบ ได้ศึกษาอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ทั้งเล่ม พ.ศ. 2481 จบชั้นประถมศึกษา บิดาของท่านเป็นครูสอนศาสนา และบรรพบุรุษของท่านเป็นครูสอนศาสนามาหลายชั่วอายุคน บิดาของท่านมีโรงเรียนสอนศาสนาเล็กๆ ชื่อโรงเรียนอะห์มาดียะห์ บิดาของท่านเป็น 1 ใน 6 คนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านย่านบางกะปิ มีนบุรี หนองจอก ฯลฯ ซึ่งในขณะนั้นเมื่อมีบุคคลใดในพื่นที่มีปัญหาขัดแย้งทางด้านศาสนา ก็จะนำไปสอบถามบรรดาครูสอนศาสนาคนหนึ่งคนใดใน 6 คนเพื่อหาความกระจ่างและข้อยุติ ในฐานะที่ท่านเป็นบุตรชายคนโต บิดาจึงมุ่งหวังที่จะทำให้ท่านสืบทอดเจตนารมณ์การเป็นครูสอนศาสนา โดยได้ทำการสอนศาสนาให้กับท่านเอง ท่านได้ศึกษาวิชาการด้านศาสนาภาษาอาหรับและมลายูควบคู่กับวิชาสามัญกับบิดา ตลอดจนจบการศึกษาระดับซานาวีย์ (มัธยมศึกษา) เป็นผู้เชี่ยวชาญบรรยายธรรมได้เมื่ออายุ 19 ปี และได้รับการเลือกตั้งจากสับปุรุษให้ดำรงตำแหน่งคอเต็บ ประจำมัสยิดยัมอียะตุ้ลมุสลิมีน (สุเหร่าแดง) ทำหน้าที่เป็นผู้อบรมศาสนธรรมแก่ผู้มาประกอบศาสนกิจในวันศุกร์ ประกอบกับบิดาของท่านมักได้รับเชิญให้ไปร่วมกินบุญ (งานเลี้ยง) ในโอกาสต่างๆ อยู่เป็นประจำ และทุกครั้งก็จะให้ท่านติดตามไปด้วย โดยค้างคืนตั้งแต่วันสุกดิบ แต่จะไม่มีเวลานอนเพราะคนที่มาร่วมงานจะมานั่งร่วมวงสนทนา และสอบถามบิดาของท่านเกี่ยวกับปัญหาศาสนา ซึ่งบิดาจะตอบให้ในส่วนที่ทราบเท่านั้น ถ้ายังไม่แน่ใจจะขอกลับไปดูตำราก่อน โดยท่านจะเป็นคนคอยบันทึกปัญหาเพื่อกลับไปค้นคว้า ทำให้ท่านมีความซึมซับและมีความแม่นยำในประเด็นปัญหาทางด้านศาสนาเป็นอย่างมาก
ครั้นภายหลังพ้นการเกณฑ์ทหารแล้ว บิดาได้เปิดโอกาสให้ท่านไปศึกษาหาความรู้ทางด้านศาสนาเพิ่มเติมที่อื่นได้ โดยท่านได้ตัดสินใจเดินทางไปศึกษาศาสนาต่อที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเลือกเรียนที่ปอเนาะบารามิง และปอเนาะสำหลาที่จังหวัดปัตตานีชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อกลับมา บิดาได้ให้ท่านไปเรียนวิชาดาราศาสตร์กับอาจารย์อิสมาแอลฮาซาไนย์ ที่มัสยิดมหานาค ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากอาจารย์ที่เป็นชาวอาหรับ และเป็นผู้หนึ่งที่มีความสามารถคำนวณปฏิทินเวลาละหมาดในขณะนั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำจากนั้นบิดาได้ส่งท่านเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านศาสนาและดาราศาสตร์ที่มัสยิดฮะรอม มหานครมักกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย จากท่านซัยยิด อามีน และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อีกหลายท่าน เป็นเวลา 7 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษา ท่านได้เดินทางกลับมาเป็นครูสอนศาสนา และได้ทำการสมรสกับฮัจยะห์ไซหนับ มะหะหมัด ซึ่งเป็นบุตรีของฮัจยีมูฮำหมัด และฮัจยะห์ฟาติเมาะห์ พุ่มดอกไม้ และมีบุตรด้วยกัน 7 คนคือ
สก.ฮัจยีประสิทธิ์ มะหะหมัด จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สก.เขตสะพานสูง
ฮัจยะห์ฟารีดะห์ มะหะหมัด จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสอง บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า
ฮัจยะห์มาเรียม บุญมาเลิศ จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ศิลปศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้า
ฮัจยะห์ฮุสนา มะหะหมัด จบการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฮัจยีอารีฟีน มะหะหมัด จบการศึกษา ปวช.ช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพฯ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี
คุณอามีนา มะหะหมัด จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ฮัจยีซาฟิก มะหะหมัด การศึกษา คณะนิติศาสตร์อิสลาม มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
ภายหลังจากแต่งงานแล้ว ท่านได้มาพำนักอยู่ที่ "บ้านดอน" และได้รับการต้อนรับจาชาวบ้านดอนเป็นอย่างดี ในฐานะผู้ที่มีความรู้ ท่านอีหม่ามชม มุสตาฟา อิหม่ามมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีนในขณะนั้น ได้เชิญท่านให้ทำการสอนอบรมศาสนาแก่นักศึกษาผู้ใหญ่ที่มัสยิด ทุกเช้าวันอังคาร ในขณะเดียวกันท่านก็ได้เปิดทำการสอนที่บ้านด้วยทุกคืนหลังละหมาดมัฆริบ
ในปี พ.ศ. 2502 เป็นปีที่นำความเศร้าสลดอันใหญ่หลวงมาสู่ท่านเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน คือการกลับไปสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าของบิดาของท่าน การสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียที่ท่านไม่ได้คาดคิดมาก่อน บิดาของท่านได้เสียชีวิตขณะที่กำลังทำการสอนหนังสืออยู่ เด็กนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ได้แยกย้ายกระจัดกระจายกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตัวเอง ในขณะนั้นมีเด็กชายการีม จั่นเพชร และเด็กชายดอเลาะห์ ประสบเหมาะ ได้กลับมาขอร้องให้ท่านจุฬาฯ ช่วยทำการสอนแทนบิดาของท่าน และท่านก็ได้เปิดทำการสอนบนบ้านของท่านในตอนเช้า สอนอยู่ได้ไม่นานก็มีมุสลิมจากต่างตำบล ส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมากและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆต่อมาในปี พ.ศ. 2504ทางคณะกรรมการมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน บ้านดอน และบรรดาผู้อาวุโสในหมู่บ้านได้เล็งเห็นว่า การสอนหนังสือของท่านโดยใช้บ้านเป็นสถานที่สอนนั้น ไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น และยังจะทำความลำบากให้กับครอบครัวของท่านด้วย จึงได้คิดสร้างโรงเรียนสอนศาสนาขึ้น และได้มีการประชุมปรึกษาหารือกัน ในที่สุดมีมติให้จัดสร้างโรงเรียน โดยใช้เงินของมัสยิด และได้ทำการปลูกสร้างบนที่ดินของ ฮัจยีอิสฮากและฮัจยะห์โต๊ะทิม บุษบา โดยก่อสร้างเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น เริ่มทำการก่อสร้างในตอนเช้าของวันอาทิตย์แห่งเดือนซุ้ลฮิจญะห์ ปี ฮ.ศ. 1381 (พ.ศ. 2504) และในปีเดียวกันนี้เอง ฮัจยีซำซุดดีน หวังภักดีได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ได้เข้าพบกับท่านซัยยิด อามีน และได้เรียนให้ทราบถึงการสร้างโรงเรียนสอนศาสนาของท่านท่านซัยยิด อามีน ได้ยกมือทั้งสองของท่านขึ้น ขอต่อเอกองค์อัลเลาะห์ (ซ.บ.) และด้วยบารอกัตอันยิ่งใหญ่ของท่านนี่เอง ที่ทำให้โรงเรียนมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมุสลิม คณะกรรมการและบรรดาช่างก่อสร้างทั้งหลายได้ร่วมมือร่วมใจกัน ทำการสร้างโรงเรียนโดยไม่ได้คิดค่าแรงแต่อย่างใด ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 เดือนก็เสร็จเรียบร้อย ท่านจึงได้ย้ายไปทำการสอนบนโรงเรียน และมีนักเรียนมาสมัครเรียนเพิ่มเป็นจำนวนมาก ทางโรงเรียนไม่มีที่พักให้สำหรับนักเรียนที่อยู่ห่างไกล จึงจำเป็นจะต้องหาที่พักกันเอาเอง ฮัจยีอีซา ฮัจยะห์ฮาบีเบาะห์ หนูรักษ์ ได้ให้ความอนุเคราะห์อนุญาตให้ใช้ที่ดินใกล้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลูกสร้างที่พักหลังเล็กๆ หรือเรียกกันว่า "ปอเนาะ" เป็นการชั่วคราว เพื่อจะได้เป็นที่พักอาศัยศึกษาหาวิชาความรู้ ต่อมาเมื่อมีนักเรยนมาศึกษาเพิ่มมากขึ้น อาจารย์ผู้ทำการสอนมีเพียงท่านเดียว ย่อมไม่สามารถทำการสอนได้ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องเพิ่มครูขึ้นมาอีก ทางคณะกรรมการมัสยิดซึ่งทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียน จึงจัดให้นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นสูงมาช่วยทำการสอนนักเรียนชั้นต่ำ เป็นการแบ่งเบาภาระของท่านลงไปได้บ้าง สำหรับตัวท่านเองนั้นไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ท่านได้ทุ่มเทชีวิตของท่านให้แก่ศาสนา มุ่งแต่ทำการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และท่านก็เป็นที่นับถือของชาวบ้านทั่วไปในนาม "ครูหมัดใฝ"
โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นยังมิได้มีการตั้งชื่อและจดทะเบียนให้ถูกต้อง เป็นแต่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "โรงเรียนครูหมัด" และโรงเรียนยังตั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยบรรดาสิ่งเย้ายวนทั้งหลาย ในย่านเพชรบุรีตัดใหม่ และเพื่อความเป็นศิริมงคลและเพื่อโครงการต่อไปในอนาคต คณะกรรมการการศึกษาจึงได้ตั้งชื่อว่า "โรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์" หมายถึง กุญแจไขไปสู่วิชาการแห่งศาสนา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ท่านได้ขอยื่นจดทะเบียนโรงเรียนอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับอนุญาตให้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาตั้งแต่ระดับเตรียมจนถึงชั้นซานาวี โดยท่านดำรงตำแหน่างผู้จัดการโรงเรียน ภายหลังจากเปิดการสอนไปได้ระยะหนึ่ง ได้มีลูกศิษย์ของท่านจำนวนมากเข้าสอบชิงทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และปรากฏว่ามีนักเรียนได้รับทุนการศึกษาจากต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ประเทศอียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ตูนีเซีย แอลจีเรีย ลิเบีย และกาตาร์ เป็นต้น
โรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ ยังมิได้มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่ได้อาศัยปลูกอยู่บันที่ดินของเอกชน ในปี พ.ศ. 2514 ทางคณะกรรมการการศึกษาจึงคิดที่จะซื้อที่ดินเพื่อให้เป็นสมบัติของโรงเรียน และได้มีมติจัดงานการกุศล โดยมีวัตถุประสงค์รับความช่วยเหลือจากพี่น้องมุสลิมในหมู่บ้านดอน และพี่น้องมุสลิมจากต่างตำบลในการจัดซื้อที่ดิน ในการจัดงานดังกล่าวทางโรงเรียนได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพี่น้องมุสลิมในหมู่บ้านดอนและตำบลต่างๆ ที่ได้ร่วมบริจากทรัพย์จนเพียงพอแก่การจัดซื้อที่ดิน จนกระทั่งทางโรงเรียนมีที่ดินรวมทั้งสิ้น 380 ตารางวา และวะกัฟให้เป็นสมบัติของมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน (บ้านดอน) เพื่อจะได้ทำการก่อสร้างอาคารเรียนหลังต่อไป ทางคณะกรรมการมัสยิดและคณะกรรมการการศึกษา ได้มีดำริจะสร้างและขยายอาคารเรียนที่แต่เดิมเป็นอาคารไม้สองชั้น เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสามชั้น และได้จัดงานการกุศลขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อวางศิลารากฐานอาคารเรียนหลังใหม่ขึ้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 517 โดยท่านจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ ให้เกียรติมาป็นผู้ประกอบพิธีวางศิลารากฐานอาคารเรียนหลังใหม่ และด้วยความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า และจากความศรัทธาของพี่น้องมุสลิม ทำให้อาคารเรียนหลังใหม่ได้ก่อสร้างเสร็จลง เป็นอาคารคอนกรีต 3 ชั้น ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นอยู่ในขณะนี้ และท่านจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ ก็ได้ให้เกียรติมาเป็นผู้ทำพิธีเปิดอาคารเรียนหลังใหม่นี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2519
ท่านจุฬาราชมนตรีได้ทำการบริหารงานของโรงเรียน โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการและอำนวยการสอน และท่านก็ได้ทำการสอนแก่นักเรียนด้วยตัวท่านเองด้วย ท่านให้ความรักแก่ลูกศิษย์ของท่าน เปรียบเสมือนลูกของท่าน ท่านจะใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหา ลูกศิษย์ของท่านทุกคนให้ความเคารพและยำเกรง นอกจากนี้ท่านยังได้ทำการสอนที่บ้านของท่านในตอนเช้าหลังละหมาดซุบฮิ มีนักเรียนมาเรียนกันจำนวนมาก ต่อมาเมื่อสุขภาพของท่านไม่เอื้ออำนวย การสอนในตอนเช้าก็ต้องยกเลิกไป เพราะทุกคนลงความเห็นว่าต้องการให้ท่านได้พักผ่อนมากๆ ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยกับการสอนในแต่ละวันอยู่แล้ว แต่ท่านก็ไม่เคยท้อถอย ท่านอุทิศตนเพื่อหนทางศาสนาอย่างแท้จริงแม้ภายหลังท่านดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีแล้วท่านก็ยังไม่ละทิ้งวิญญาณของการเป็นครูสอนศาสนา โดยท่านได้ไปบรรยายและตอบปัญหาศาสนาที่ โรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ เป็นประจำทุกวันเสาร์ แม้ในยามที่ท่านต้องพักรักษาตัว ถ้าหากท่านแข็งแรงท่านจะต้องไปทำหน้าที่ทุกครั้ง จิตใจของท่านผูกพันกับการสอนหนังสือมาก ในบางครั้งเสียงของท่านแหบพร่า แต่เมื่อได้ขึ้นทำหน้าที่สอนหนังสือแล้ว เสียงของท่านจะดังก้องกังวานขึ้นได้อย่างประหลาด และท่านได้ทำหน้าที่ของท่านมาโดยตลอด ตราบจนวาระสุดท้ายของท่าน
ในอดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร โดยทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักจุฬาราชมนตรีท่านก่อน และท่านได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมเผยแพร่ศาสนาอิสลามโลก ของประเทศลิเบีย ให้เป็นผู้เผยแพร่ศาสนาอิสลามประจำประเทศไทย โดยอดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ เป็นผู้เสนอชื่อเข้าสอบคัดเลือกต่อกรมการศาสนาของประเทศลิเบีย และเคยเป็นกรรมการอะห์ลุ้ลฟัตวา(คณะผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ตอบปัญหาศาสนาอิสลาม)ของสมาคมคุรุสัมพันธ์ เคยร่วมประชุมนักเผยแพร่ศาสนาทั่วโลกที่ประเทศลิเบีย เพื่อประสานความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศลิเบีย
ครั้นเมื่ออาจารย์ต่วน สุวรรณศาสตร์ ถึงแก่อนิจกรรม ในวันที่ 10 สิงหาคม 2524 ท่านได้รับเลือกโดยเอกฉันท์เป็นจุฬาราชมนตรี ประกาศแต่งตั้งเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2524 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยตำแหน่งอีกตำแหน่งหนึ่ง และรัฐบาลได้อนุมัติเงินเพื่อสร้างสำนักจุฬาราชมนตรีจำนวน 6 ล้านบาท ที่ซอยพร้อมพรรค ถนนสุขุมวิท 49 ติดกับโรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ในฐานะที่จุฬาราชมนตรีเป็นตำแหน่งประมุขฝ่ายอิสลาม และเป็นประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยตำแหน่งด้วย ท่านได้ใช้สถานที่ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยงบประมาณที่ทางการอนุมัติให้ เป็นที่ทำงานของท่าน เรียกว่า "สำนักจุฬาราชมนตรี" รวมทั้งได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทำงานประจำและไม่ประจำจำนวนหนึ่ง สำนักจุฬาราชมนตรีมีโครงสร้างหน้าที่แบ่งความรับผิดชอบเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นงานของสำนักจุฬาราชมนตรี กับส่วนที่เป็นงานของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและท่านยังได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและมหาดไทยด้วย ท่านได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมุสลิมได้เป็นอย่างดี เป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจของรัฐที่มีต่อการปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาของมุสลิม
ท่านเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบอันเป็นบุคลิกภาพที่โดดเด่น เป็นประจักษ์แก่มุสลิมโดยทั่วไป ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความกล้าหาญในการตอบโต้ แสดงความคิดเห็น โดยยึดหลักความถูกต้องตามแนวทางศาสนา
ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่นั้น เวลาพักผ่อนของท่านมีน้อยมาก ทำให้ท่านมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ถึงแม้ว่าท่านจะนอนพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่เคยละทิ้งภาระหน้าที่ ท่านจะให้เลขานุการของท่าน คือนายประสิทธิ์ มะหะหมัด บุตรชายคนโตของท่าน นำเอกสารที่สำคัญๆ ไปให้ท่านตรวจสอบอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าทางแพทย์ต้องการให้ท่านพักผ่อนมากๆ ท่านเป็นประโยชน์ของส่วนรวมสำคัญมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวทางรัฐบาลเห็นว่า ท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติ สร้างความเข้าใจอันดีงามระหว่างประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามกับรัฐบาล และหน่วยราชการเป็นอย่างดี จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 2 "ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย"
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 2 "ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก"
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 "ประถมาภรณ์มงกุฎไทย"
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 1 "ประถมาภรณ์ช้างเผือก"
ทางสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มอบปริญญาบัตรศิลปะศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2528 ได้รับเกียรติบัติ "พ่อตัวอย่าง" ปี 2539
ท่านได้สร้างผลงานต่างๆ ไว้มากมาย มีผลงานเด่นคือ ช่วยแก้ปัญหาสำคัญๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติระหว่างชาวไทยมุสลิมกับรัฐบาล เช่น การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี การเคารพธงชาติ ซึ่งมุสลิมในจังหวังชายแดนภาคใต้บางส่วน ถือว่าผิดบทบัญญัติของศาสนา ทำให้เข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดบทบัญญัติศาสนา ปัจจุบันนี้ปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายไปแล้ว ตลอดจนสร้างความเข้าใจแก่ชาวไทยมุสลิมกับรัฐบาลด้านต่างๆ ช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสะดวงง่ายดาย และประหยัดเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นผู้เสนอรัฐบาลดำเนินการก่อสร้างศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารอิสลามในประเทศไทย และเป็นสถานที่ประชุมสำหรับจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ตลอดจนเป็นศูนย์ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านอุปถัมภ์ศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณบางส่วนจำนวน 363 ล้านบาท โดยทำการก่อสร้างในที่ดินราชพัสดุ แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กทม. จำนวน 50 ไร่
มาในระยะหลังนี้ ท่านมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 ท่านได้ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจกระทันหัน ท่านได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชโดยเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ทางคณะแพทย์ได้ประชุมและลงความเห็นว่า ควรทำการผ่าตัดที่เรียกว่า "บายพาส" หรือการผ่าตัดเพื่อเพิ่มหลอดเลือดให้ไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งท่านเคยได้รับการผ่าตัดมาแล้วครั้งหนึ่ง และคณะแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเมื่อตอนเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม 2540
ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2540 (วันที่ 27 เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ. 1418) การถึงแก่อนิจกรรมของท่าน นับเป็นการสูญเสียผู้นำคนสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิมและชายไทยทั้วประเทศ
ภายหลังอนิจกรรมของท่าน ได้มีบุคคลสำคัญทั้งด้านผู้นำศาสนา ด้านการเมือง และบุคคลสำคัญในสังคมมุสลิม ได้เดินทางมาเยี่ยมเคารพศพ (ตะซียะห์) เป็นจำนวนมาก และได้มีสาส์นร่วมแสดงความเสียใจจากบุคคลสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ที่แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่าน
สำหรับพิธีทางศาสนา ได้ทำพิธีละหมาด "ญะนาซะห์" ณ มัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน (บ้านดอน) ในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2540 เวลา 15.00 น. ศพของท่านฝัง ณ สุสานของมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน (บ้านดอน) ก่อนทำพิธีละหมาดญะนาซะห์ ฯพณฯท่าน พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญมากมาย ได้เดินทางไปเคารพศพพร้อมลงชื่อแสดงความอาลัย
สิ่งที่นำความปลาบปลื้มมาสู่ครอบครัวของท่านอย่างที่สุด ก็คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธี
พระราชทานดินฝังศพแด่ทานจุฬาราชมนตรี และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวของท่านเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อครอบครัวของท่าน ในวันที่ฝังศพท่าน มีฝนตกลงมาซู่ใหญ่ หลายคนพูดกันว่าเป็นฝนแห่งความเมตตา ที่อัลเลาะห์ตาอาลาประทานลงมาเพื่อเป็นข่าวดีว่า ดวงวิญญาณของท่านได้กลับคืนไปสู่ความเมตตาของพระองค์แล้ว.

