ติดต่อสอบถาม

เลขที่ 100 ซอยพร้อมพรรค

ทองหล่อ 25 (สุขุมวิท 49)

แขวงคลองตันเหนือ

เขตวัฒนา กทม. 10110

โทรศัพท์ 02 185 0886

02 712 6223

มือถือ 089 015 1996

โทรสาร 02 185 1013

E-mail miftah@miftahbandon.org

คุณติดตามรายการใดในเว็บไซต์แห่งนี้มากที่สุด?
 
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 42339

ข่าวสารและกิจกรรมปฏิทินโรงเรียน
หน้าแรก บทความ - คุตบะห์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบอิสลาม

    อัลเลาะห์ตาอาลาทรงตรัสไว้ ในซูเราะห์อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ 29 ว่า

 และอัลเลาะห์ทรงสร้างสรรพสิ่งในแผ่นดินทั้งหมด เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ..

          ในบรรดาความโปรดปราน(เนียะอ์มะห์)ที่องค์อัลเลาะห์ตาอาลาทรงประทานมาให้แก่มนุษย์ ที่รวมเรียกว่าทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น คงไม่มีสิ่งใดที่จะยิ่งใหญ่ และสำคัญไปกว่าการประ ทานน้ำฝนลงมา เพื่อให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้อาศัยน้ำในการดำเนินชีวิต ตักตวงเอาผลประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด หรือจะมีใครปฏิเสธว่า ในกิจวัตรประจำวันของมุสลิมอย่างเราท่านนั้น ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำก็ได้ ยิ่งในภาคการปฏิบัติศาสนกิจแล้ว น้ำถือเป็นปัจจัยหลักที่มุสลิมต้องใช้เป็นส่วนใหญ่

          เมื่อน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เปรียบ เสมือนเส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงร่างกายของเรา  น้ำจะมีความสำคัญ เทียบเท่าอากาศเลยก็ว่าได้ แต่การให้ความสำคัญกับคุณค่าของน้ำจะแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ในพื้นที่แห้งแล้งกันดาร น้ำจะมีค่ามาก มีราคาแพง   แต่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ น้ำอาจไม่มีค่า ไม่มีราคา ดังนั้นการเก็บกักน้ำและการชลประทานน้ำในแต่ละพื้น เพื่อใช้ในยามขาด แคลน จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในบางครั้ง น้ำฝนอาจตกลงมาอย่างมากมาย เกินกำลังความ สามารถที่มนุษย์จะควบคุม และกักเก็บเอาไว้ได้ น้ำที่มีคุณอนันต์ก็กลับกลายเป็นน้ำที่มีโทษมหันต์ เป็นสายธารแห่งการทำลายล้าง สร้างความเสีย หายย่อยยับกับทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

         ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะอุทกภัยหรือภัยจากน้ำท่วม ถือเป็นภัยพิบัติยอดฮิตที่สุดในขณะนี้ รวมทั้งประเทศไทย ที่หลายจังหวัดต้องประสบกับภัยน้ำท่วมอย่างหนัก ที่สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ และที่ย่ำแย่ไปกว่านั้นก็คือ น้ำจะท่วมขังเป็นเวลานานนับเดือน กว่าจะไหลลงสู่ทะเล ซึ่งสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่นักสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไป ที่สงสัยว่า ทำไมน้ำจึงไม่ไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา ? และทำไมน้ำทะเลจึงมีระดับสูงขึ้นทุกปี ?

          สาเหตุดังกล่าวมาจากภาวะ โลกร้อน  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากภูมิอากาศของโลก เกิดจากการไหล เวียนของพลังงานจากดวงอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของแสงแดด พลังงานประมาณร้อยละ 70 ได้ถูกดูดซับโดยผ่านชั้นบรรยากาศ ลงมาให้ความอบอุ่นกับพื้นผิวโลก แต่อีกร้อยละ 30 จะสะท้อนกลับสู่ห้วงบรรยากาศในรูปแสงอินฟาเรด หรือรังสีความร้อน ทำให้โลกไม่ร้อนจนเกินไป

          สูงจากโลกเราขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ มี ก๊าซเรือนกระจกซึ่งเปรียบเสมือน ผ้าห่มธรรมชาติห่อหุ้มอยู่ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญได้แก่ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ โอโซน มีเทน ไรตรัสออกไซค์ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ก๊าซเหล่านี้มีปริมาณรวมกันทั้งสิ้นไม่ถึงร้อยละ 1 ของบรรยากาศ แต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้โลกของเรามีอุณหภูมิอุ่นขึ้นจากเดิมประมาณ 30 อง ศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์

สาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อนกว่าร้อยละ 80 เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากในยุคปัจจุบัน (ข้อมูลจาก www.wwfthai.org)

          ผลจากโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ภูเขาน้ำแข็งแถบขั้วโลกและจากภูเขาสูง จะละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำฝนที่ตกลงบนพื้นดินไหลลงสู่ทะเลช้าลงกว่าปรกติ ยิ่งกว่านั้นภาวะโลกร้อนยังทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งบนบกและในน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อโลกร้อนขึ้น จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  และเป็นภัยร้ายต่อชีวิตมนุษย์บนโลกในอนาคต

          มีการคาดการณ์ว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า พื้นดินที่ติดทะเลจะถูกน้ำท่วมเป็นส่วนใหญ่ รวม ทั้งกรุงเทพฯของเราด้วย  ซึ่งหลายประเทศได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และกำลังหาทางป้องกัน โดยการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกันบ้างแล้ว

          จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2549 ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานในหลายจังหวัดนั้น เกิดจากภาวะ โลกร้อนและน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้น  ซึ่งภาครัฐคงต้องเตรียมการณ์ในด้านการชลประทาน และการเร่งระบายน้ำไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันความเสีย หายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

          มนุษย์คือตัวการหรือต้นเหตุของภัยพิบัติทั้งมวล มนุษย์คิดไม่ถึงหรอกว่า เทคโนโลยี่อันทันสมัยที่คิดค้นขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวก สบายแก่พวกเขา จะย้อนกลับมาทำลายพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา สห-ภาพยุโรป รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น จะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับภัยพิบัติมากที่สุด

          เราทุกคน มีส่วนร่วมในการทำลายชั้นบรรยากาศ เพราะก๊าซพิษที่มีชื่อย่อว่าสารซีเอฟซี ที่เกิดจากเครื่องทำความเย็นประเภทต่างๆ โดย เฉพาะตู้เย็นและแอร์ทั้งในบ้านและรถยนต์ ต่างเป็นตัวการให้เกิดภาวะ โลกร้อนทั้งสิ้น และที่สำคัญก็คือ เราทุกคนจำเป็นต้องใช้พวกมันเพื่อการดำเนินชีวิต

          ดังนั้น เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และรักษาสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา หาทางอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ    ให้อยู่กับเราไปให้นาน

ที่สุด ท่านนบี y ได้ส่งเสริมให้มุสลิมทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะคายก๊าซออกซิ เจนออกมา และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปแทน และการปลูกต้นไม้ยังจะได้รับผลบุญเทียบเท่ากับการทำซ่อดาเกาะห์อีกด้วย นอกจาก นี้ ผลและใบของมัน ยังให้ประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์

อีกประการหนึ่งก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อม ถือเป็นการเพิ่มพูนการศรัทธาของเรา เพราะท่านนบี y ได้บอกแก่เราไว้ว่า ระดับของการอีหม่านนั้นมีเจ็ดสิบกว่าขั้นด้วยกัน ขั้นสูงสุดคือการกล่าวกะลีมะห์ซะฮาดะห์ (การปฏิญาณตน) และขั้นต่ำสุดคือ การขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากถนนหนทาง

หากเรายังทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่รักษาความสะอาด ไม่ช่วยกันอนุรักษ์สภาพแวด ล้อม เราก็ยังเป็นมุสลิมที่ไม่สมบูรณ์ แม้เราจะเป็นคนดี ละหมาดไม่ขาดก็ตาม เพราะขั้นต่ำสุดของการอีหม่าน เรายังทำไม่ได้เลย แล้วเราจะก้าวสู่ขั้นสูงสุดได้อย่างไร ?

          ดังนั้น การร่วมด้วยช่วยกันในการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา และหากเรายังเป็นผู้หนึ่ง ที่ชอบทำลายธรรมชาติ ด้วยการใช้เทคโนโลยี และทรัพยากรกันอย่างฟุ่มเฟือย, ชอบตัดต้นไม้โดยไม่จำเป็น, ชอบเผาขยะมูลฝอยต่างๆ รวมไปถึงการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะทิ้งลงในแหล่งน้ำต่างๆ จนแม่น้ำและลำคลองส่วนใหญ่เน่าเสีย นำมาใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะ โลกร้อนจนเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ตามมา สุดท้ายผู้ที่เดือดร้อนก็คือมนุษย์นั่นเอง

          สิ่งหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องตระหนัก ก็คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสรรพสิ่งที่อัลเลาะห์ตาอาลาสร้างมานั้น จะต้องเป็นความสัมพันธ์อย่างสมดุล มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ และเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้ทำลาย ทั้งที่มนุษย์เป็นผู้รับเอาอะมานะห์ (ความรับผิดชอบ) ในการดูแลรักษาโลกนี้ มาจากพระผู้เป็นเจ้า ขณะที่สรรพสิ่งอื่นๆ ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบอันนี้ 

          ดังนั้น เราต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รอบๆ ตัวเราให้ดีที่สุด เริ่มจากตัวเราเอง ต่อจาก นั้นก็ครอบครัว เพื่อนบ้าน และที่สำคัญอย่างยิ่งคือสอนลูกสอนหลานและเยาวชนของเรา ให้รักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของพวกเขาเอง ที่จะได้ธรรมชาติที่สะอาดและสมบูรณ์กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง และเป็นธรรมชาติที่ยั่งยืนตลอดไป ... อินซาอัลเลาะห์

 

ซอและห์ มีสุวรรณ

เรียบเรียง



ดาวน์โหลดสารมิฟตาฮฺ

สารมิฟตาฮฯ เล่มที่ ๑


 

เรามี 6 บุคคลทั่วไป ออนไลน์