แมลงวัน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของเชคยูซุฟ อัลกอรดอวีย์
แปลและเรียบเรียงโดย อบูมัจดี้
ถาม / ฮะดีษท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
( إِذَا وَقَعَ الذُّبَابُ فِيْ إِنَاءِ أَحَدِكُمْ فَلْيُغْمِسْهُ فَإِنَّ فِيْ أَحَدِ جَنَاحَيْهِ دَاءً وَفِي اْلآخَرِ شِفَاءً )
"เมื่อแมลงวันตกลงไปในภาชนะของใครคนหนึ่งของพวกท่าน ให้เขากดมันให้จม เพราะในปีกข้างหนึ่งของมันมีโรค และปีกอีกข้างหนึ่งของมันมียา"
ฮะดีษนี้เป็นฮะดีษซอเฮียะห์หรือไม่ ? คนที่ปฏิเสธฮะดีษนี้หรือสงสัย จะหลุดพ้นไปจากศาสนาหรือไม่ ? นายแพทย์บางคนถึงกับดูหมิ่นดูแคลนผู้ที่เชื่อถือฮะดีษนี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีในวิชาการแพทย์ว่า แมลงวันเป็นพาหะนำโรคและยังไม่มีใครนำแมลงวันมาเป็นยารักษาโรค แล้วทำไมฮะดีษนี้จึงกล่าวว่า “และปีกอีกข้างหนึ่งของมันมียา”
กรุณาอธิบายให้ทราบอย่างละเอียดด้วย เพราะมีการโต้เถียงกันมากเกี่ยวกับฮะดีษนี้
ตอบ / ขอตอบโดยสรุปดังต่อไปนี้
1. ฮะดีษนี้เป็นฮะดีษซอเฮียะห์ รายงานโดยบุคอรี แต่ไม่ใช่เป็นฮะดีษที่รายงานสอดคล้องกัน โดยบุคอรีและมุสลิม เป็นที่รู้กันดีว่า ฮะดีษที่รายงานโดยบุคอรี เป็นที่ยอมรับของประชาชาติอิสลามทุกยุคทุกสมัย และไม่พบว่ามีนักวิชาการในยุคก่อนสงสัยฮะดีษนี้ หรือพูดตำหนิในสายรายงานและตัวบทฮะดีษนี้
2. ฮะดีษนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอธิบายถึงหลักการศาสนา ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าหรือนบี หรือเรื่องที่เร้นลับ และไม่ได้ระบุถึงหน้าที่พึงปฏิบัติทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม และไม่ได้ระบุถึงสิ่งอนุมัติ(ฮะลาล) และสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม) แต่อย่างใด และไม่ใช่เป็นฮะดีษที่บัญญัติการจัดระเบียบครอบครัว สังคม ประเทศและความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องจริยธรรมและคุณธรรม
ถ้าหากมีมุสลิมคนใดที่ตลอดอายุขัยของเขา ไม่ได้อ่านฮะดีษนี้ หรือไม่เคยได้ยิน ศาสนาของเขาก็ไม่บกพร่องอะไร ทั้งในด้านหลักศรัทธาและด้านการปฏิบัติ
ถ้าหากเราจะทำทีเป็นยอมจำนน ต่อคำคัดค้าน และทิ้งฮะดีษนี้ไปจากซอเฮียะห์บุคอรี ก็ไม่ทำให้ศาสนาของอัลเลาะห์ต้องเสียหายแต่ประการใด
ดังนั้นจึงไม่มีทางที่พวกปฏิเสธ จะเอาฮะดีษนี้มากล่าวหาศาสนาของอัลเลาะห์ได้ เพราะศาสนาอิสลามได้หยั่งรากลึก เกินกว่าจะถูกสั่น คลอนด้วยเรื่องเช่นนี้
3. ฮะดีษนี้แม้จะเป็นฮะดีษซอเฮียะห์ แต่ตามหลักวิชาฮะดีษเรียกว่า ฮะดีษอาฮาต (หมายถึงฮะดีษที่นักรายงานในแต่ละยุค รายงานจากกันด้วยจำนวนไม่มาก) ไม่ถึงขั้นเป็นฮะดีษมุตะวาติร (ซึ่งมีผู้รายงานในแต่ละยุคจำนวนมาก) ที่จำเป็น ต้องมั่นใจอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตาม
ฮะดีษอาฮาด แม้จะรายงานโดยบุคอรีและมุสลิมหรือท่านใดท่านหนึ่งก็ตาม นักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกันว่า จำเป็นต้องรับรู้อย่างมั่น ใจในฮะดีษนั้น (ก็อตอีย์) หรือรับรู้อย่าง (ซอนนีย์) หรือจำเป็นต้องรับรู้โดยมีเงื่อนไข ?
การมีทัศนะที่แตกต่างกันนี้ ถือเป็นการเพียงพอแล้วที่จะกล่าวว่า ผู้ที่ปฏิเสธฮะดีษอา ฮาดนั้น เป็นผู้ที่เกิดความคลุมเครือในตัวเขา และสงสัยว่าเป็นฮะดาที่พาดพิงถึงท่านนบี (ซ.ล.) หรือไม่ ? จะไม่เป็นผู้ที่หลุดออกไปจากศาสนาอิสลาม เพราะไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่จำเป็นต้องรับรู้อย่างมั่นใจ (ก็อตอีย์) ที่นักวิชาการเรียกว่า เป็นเรื่องศาสนาที่รู้ได้โดยง่าย
แต่ที่จะหลุดพ้นไปจากศาสนาก็คือ ผู้ที่นำเอาฮะดีษนี้ มาเป็นเครื่องมือในการดูหมิ่น
ศาสนา เพราะการทำเช่นนั้นถือว่าเป็นกุฟร์อย่างชัดเจน
4. สำหรับเนื้อหาของฮะดีษนี้ และความเกี่ยวพันกับวิชาการทางการแพทย์นั้น ได้มีนักวิชาการด้านการแพทย์และนักการศาสนา ได้ออกมาปกป้องฮะดีษนี้กันมากมายหลายท่าน ในโอกาสต่างๆ โดยอ้างอิงถึงบทวิจัยและการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการตะวันตก ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน และได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารอิสลามหลายเล่ม ในวาระต่างๆ กันมาบ้างแล้ว
และในที่นี้ข้าพเจ้าขอนำเอาการโต้ตอบครั้งล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร “อัตเตาฮีด” ของอียิปต์ ลำดับที่ 5 ฮ.ศ. 1367 หรือ ค.ศ. 1977 ซึ่งเป็นของอาจารย์ ดร.อะมีน ริดอ อาจารย์ศัลยกรรมกระดูก มหา วิทยาลัยอเล็กซานเดรีย หลังจากมีบทความของนายแพทย์บางคนที่สงสัยฮะดีษนี้
ดร.อะมีน ริดอ ได้กล่าวไว้ในนิตยสาร เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 1977 ว่า มีเพื่อนที่เป็นนายแพทย์คนหนึ่ง ปฏิเสธตัวบทฮะดีษที่กล่าวถึงเรื่องแมลงวัน โดยอาศัยการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้ปฏิเสธสายรายงานฮะดีษ และโดยอาศัยการโต้ตอบกันอย่างสันติ ที่นิตย- สารฉบับดังกล่าวได้เริ่มต้น ข้าพเจ้าเห็นควรที่จะ
คัดค้านนายแพทย์คนดังกล่าวดังต่อไปนี้
หนึ่ง / เขาไม่มีสิทธิปฏิเสธฮะดีษนี้ หรือฮะดีษอื่นๆของท่านนบี (ซ.ล.) เพียงเพราะไม่สอดคล้องกับวิชาการสมัยใหม่ วิชาการจะพัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไป และอาจถึงขั้นพลิกทฤษฎี
ทฤษฎีทางวิชาการที่บอกถึงสิ่งหนึ่งว่า ถูกต้องแล้วในวันนี้ และอีกไม่กี่วันต่อมาก็บอกว่าไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด ในเมื่อทฤษฎีทางวิชาการยังเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะพูดได้อย่างไรว่าฮะดีษมีข้อผิดพลาด โดยนำไปเปรียบเทียบกับวิทยาการสมัยใหม่ และเราจะต้องกลับคำพูด แลพูดว่าฮะดีษถูกต้องแล้ว เมื่อทฤษฎีทางวิชาการ มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างนั้นหรือ ?
สอง / เขาไม่มีสิทธิปฏิเสธฮะดีษนี้หรือฮะดีษอื่น เพราะไม่สอดคล้องกับความคิดของเขา ข้อบก พร่องของการไม่สอดคล้องนี้ ไม่ได้เกิดจากฮะดีษแต่เกิดจากความคิด คนที่ให้ความสำคัญกับวิทยาการสมัยใหม่ จะให้เกียรติแก่ความคิดอย่างมากมาย และการให้เกียรติความคิดก็คือ เราต้องนำเอาความรู้มาเปรียบเทียบกับความไม่รู้ ความ รู้คือประสบการณ์ที่สร้างสมกันมานาน หลายยุคหลายสมัย เพื่อหยั่งความลึกของสิ่งที่ไม่รู้ ความไม่รู้คือทุกสิ่งที่เราไม่รู้ และในทางทฤษฎีแล้วถือว่า ความรู้ยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้ามิเช่นนั้น ความ ก้าวหน้าของมนุษย์ก็จะต้องยุติลง และความไม่รู้ก็ไม่มีขอบเขต หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือวิทยาการมีความเจริญก้าวหน้า และมีการค้นพบอยู่ตลอด เวลา ผู้ที่มีความคิดที่มีใจเป็นกลางจะรู้ว่า วิทยา การนั้นยิ่งใหญ่แต่ความไม่รู้นั้นมหาศาลกว่า ดัง นั้นจึงไม่จำเป็น ที่เราจะปล่อยให้วิทยาการมาหลอกลวงเรา และไม่จำเป็นที่จะปล่อยให้วิทยาการมาหลอกลวงเรา และไม่จำเป็นที่จะปล่อยให้วิทยาการมา ทำให้เรามองไม่เห็นความไม่รู้ที่เรากำลังแหวกว่ายอยู่ ถ้าเรากล่าว่าวิทยา การในปัจจุบันคือทุกสิ่ง ในที่สุดก็จะนำเราไปสู่การหลงตัวเอง และหยุดความก้าวหน้า และรบกวนความคิด ทั้งหมดนี้จะทำลายการตัดสินของเราในเรื่องต่างๆ และทำให้เรามืดบอดจากข้อเท็จจริง แม้จะอยู่เบื้องหน้าเราก็ตาม และทำให้เอาสิ่งที่ถูกเป็นผิด และสิ่งที่ผิดเป็นถูก
สาม / ไม่ถูกต้องที่กล่าวว่าในทางการแพทย์ ไม่มีการรักษาโดยใช้แมลงวัน ข้าพเจ้ามีหลักฐานเก่าแก่หลายชิ้น ที่อ้างถึงการรักษาโรคต่างๆ โดยใช้แมลงวันในยุคใหม่ ศัลยแพทย์ทั้งหมดที่อยู่ในยุคหลายสิบปี ก่อนที่จะค้นพบยาซัลฟา (คือประมาณ 70 ปีมาแล้ว) พวกเขาได้เห็นด้วยตาตนเองถึงการรักษากระดูกที่แตกแล้วแตกอีก และบาดแผลเรื้อรังด้วยแมลงวัน แมลงวันถูกเลี้ยงไว้เพื่อการนี้ โดยเฉพาะการรักษานี้ดำเนินไปเพราะมีการค้นพบไวรัสของแบคทีเรีย ที่สังหารเชื้อโรค (bacteriophage) โดยอาศัยพื้นฐานที่ว่าแมลงวัน จะเป็นพาหะนำเชื้อโรค ที่เป็นสมุฐานของโรคในขณะเดียวกับที่มันจะนำไวรัสของแบคทีเรีย ที่จะจู่โจมเชื้อโรคเหล่านี้ คำว่า “แบคทีเรียเฟก” แปลว่า “ตัวกินเชื้อโรค” มีสิ่งที่ควรนำกล่าวในที่นี้ด้วยก็คือ การค้นคว้าเรื่องการรักษาบาดแผลด้วยแมลงวันที่ต้องยุติลงนั้น ไม่ใช่เพราะการรักษาด้วยวิธีการนี้ล้มเหลว แต่เป็นเพราะการค้นพบสารซัลฟา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนั่นเอง
สี่ / ในฮะดีษนี้เป็นการบอกให้รู้ถึงสิ่งเร้นลับว่า มีพิษอยู่ในแมลงวัน นี่เป็นสิ่งที่วิทยาการค้นไม่พบจนถึงสองศตวรรษท้ายนี้ และก่อนหน้านั้นนักวิชาการอาจกล่าวหาฮะดีษนบีว่าโกหก เพราะเห็นว่าไม่มีสิ่งที่เป็นพิษอยู่ในแมลงวัน
ห้า / ถ้าหากสิ่งที่เราจะเอามาจากแมลงวัน เป็นเชื้อโรคที่แมลงวันเป็นพาหะนำมา ก็จำเป็นต้องระมัดระวังสิ่งที่เรารู้ ที่จะกล่าวต่อไปนี้
ก. ไม่ถูกต้องที่ว่า เชื้อโรคที่แมลงวันเป็นพาหะนำมา เป็นเชื้อโรคที่มีอันตราย หรือเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
ข. ไม่ถูกต้องว่า ปริมาณเชื้อโรคที่แมลงวันหนึ่งตัวหรือสองตัว เพียงพอที่จะทำให้เกิดโรคแก่บุคคลที่ได้รับเชื้อโรคนี้เข้าไป
ค. ไม่ถูกต้องที่ว่า ร่างกายของคนเรามีฉนวนป้องกันเชื้อโรคที่เป็นอันตรายได้โดยเด็ดขาด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะถ้าหากเป็นไปได้ ก็จะเป็นอันตรายใหญ่หลวงแก่มนุษย์เอง เนื่องจากร่างกาย จะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ เพราะร่างกายมนุษย์เมื่อได้รับเชื้อโรคที่เป็นอันตรายในปริมาณเล็กน้อยและบ่อยครั้ง จะ
ทำให้เกิดภูมิต้านทานเชื้อโรคนี้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
หก / ในฮะดีษนี้เป็นการบอกให้รู้ว่า มีสิ่งหนึ่งอยู่ในตัวของแมลงวัน ที่จะต่อสู้กับพิษที่มันเป็นพาหะนำมา วิทยาการสมัยใหม่บอกให้เรารู้ว่าสิ่งที่มีชีวิตที่ละเอียดอ่อน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา มันจะจู่โจมกันอย่างไม่ปราณี มันจะสังหารอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการปล่อยสารพิษ และสารพิษบางชนิดนี้สามารถนำมาใช้รักษาโรคได้ และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิชีวนะ” เช่น เพนนิสลิน เป็นต้น
เจ็ด / สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่รู้ และยังไม่พบในวิทยาการที่เกี่ยวกับเชื้อโรค จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่อาจคาดเดาได้ เป็นไปได้ที่มันยังมีอีกมากยิ่งกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายไว้ ดังนั้นเราจะต้องหยุดพิจารณาสักเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินลงไปว่า ฮะดีษนี้ไม่ถูกต้อง
แปด / ฮะดีษบทนี้ไม่ได้เชิญชวนผู้ใดให้จับแมลงวัน แล้วนำไปใส่ลงในภาชนะ และไม่ได้ส่งเสริมให้เปิดภาชนะทิ้งไว้ ไม่ได้ส่งเสริมให้ละเลยการทำความสะอาดบ้านเรือนและถนนหน ทางและไม่ดูแลบ้านโดยปล่อยให้แมลงวันเข้าไป
เก้า / ผู้ใดที่มีแมลงวันตกลงไปในภาชนะของเขา และเขารู้สึกขยะแขยง และไม่สามารถรับประ ทานสิ่งที่อยู่ในภาชนะนั้นได้ ศาสนาก็ไม่ได้บังคับเขาให้ต้องรับประทาน
สิบ / ฮะดีษนี้ไม่ได้ห้ามนายแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่จะขจัดและปราบแมลงวัน และคงไม่มีนักวิชาการศาสนาคนใดคิดว่า ฮะดีษนี้เชิญชวนผู้คนให้ตั้งฟาร์มเลี้ยงแมลงวัน หรือเชิญชวนให้ละเลยการปราบแมลงวัน ถ้าใครทำเช่นนั้นหรือเชื่อเช่นนั้น เขาจะตกอยู่ในความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
นี่คือข้อความที่ ดร.อะมีน ริดอ ได้กล่าวเอาไว้
ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า
“มักกะห์เป็นดินแดนของอัลเลาะห์
ที่อัลเลาะห์รักที่สุด”
การค้นพบทางวิชาการสมัยใหม่ ที่นัก วิชาการเข้าไปศึกษาค้นคว้า และได้มีการประ กาศออกมาเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1977 ว่า นครมักกะห์เป็นศูนย์กลางทางบกของโลกเรา ซึ่งกว่าจะได้ข้อเท็จจริงนี้ก็ต้องใช้เวลาศึกษาค้นคว้าหลายปี และต้องอาศัยตารางการคำนวณที่ยุ่งยาก โดยอาศัยสมองกล(คอมพิวเตอร์)เข้าช่วยในการคำนวณ
นักวิชาการชาวอียิปต์ชื่อ ดร.ฮุเซ็น กามาลุดดีน ได้เล่าประวัติความเป็นมาของการค้นพบอันมหัศจรรย์นี้ว่า การค้นคว้าเริ่มต้นขึ้นโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการนี้ แต่เป็นการค้นคว้าเพื่อจัดทำสื่อให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก ให้สามารถรับรู้ทิศกิบละห์ในการทำละ หมาดได้ จากประสบการณ์ในการเดินทางไปต่าง ประเทศหลายครั้งของเขา ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การกำหนดทิศกิบละห์ เป็นปัญหายุ่งยากของมุสลิมทุกคน ที่ต้องทำละหมาดเมื่อไปอยู่ในดิน แดนที่ไม่มีมัสยิดตั้งอยู่ หรืออยู่ในดินแดนที่ห่าง ไกล เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาที่ไปศึกษาต่ออยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นดร.ฮุเซ็นจึงคิดจัด ทำแผนที่ขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดทิศกิบละห์ให้อยู่ในแผนที่นั้น ภายหลังจากได้วางแผนเบื้องต้นในการจัดทำแผนที่นี้ ต่อมาเขาได้วาดแผนที่ทวีปทั้งห้าขึ้น และเขาก็ต้องตกตะลึงกับการค้นพบนี้ นัก วิชาการอียิปต์พบว่า สถานที่ตั้งของนครมักกะห์คือ ศูนย์กลางของโลก เขาใช้มือจับเส้นวัด วางปลายด้านหนึ่งลงที่มักกะห์ และปลายอีกด้านหนึ่งหมุนผ่านไปบนทุกๆทวีป เขามั่นใจว่า พื้นดินบนผิวโลกใบนี้ ได้ถูกแบ่งไว้รอบๆนครมักกะห์อย่างเป็นระบบ เขาได้จัดหาแผนที่โลกเก่าๆ ก่อน ที่จะมีการค้นพบทวีปอเมริกา และออสเตรเลีย เขาได้พยายามอยู่หลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาอย่างเดียวกันคือ นครมักกะห์เป็นศูนย์กลางทางบกของโลก จนแม้แต่โลกยุคเก่าสมัยที่เริ่มต้นการเผยแพร่อิสลาม ก็ยืนยันเช่นนั้น
ดร.ฮุเซ็น กามาลุดดีน ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ข้าพเจ้าได้เริ่มการค้นคว้านี้ด้วยการเขียนแผนที่คำนวณหาระยะทางของสถานที่ทุกแห่งในโลกว่าห่างจากมักกะห์ระยะทางเท่าใด หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้เชื่อมเส้นรุ้งที่เป็นเส้นตรง (ลองติจูต) เพื่อรู้พิกัดของเส้นรุ้งและเส้นแวง (แลตติจูต) ของนครมักกะห์ และหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็จะวาดขอบเขตของทวีปต่างๆ และรายละเอียดอื่นๆลงบนเส้นตาข่ายเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก และการคำนวณที่สลับซับซ้อน โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการกำหนดระยะทาง และความเบี่ยงเบน และในการนี้ก็ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ สำ หรับวาดเส้นรุ้งและเส้นแวง เพื่อกำหนดพิกัดขึ้นใหม่
และด้วยความบังเอิญเพียงประการเดียว ที่ข้าพเจ้าพบว่า ตัวเองสามารถวาดเส้นวงกลมที่มีมักกะห์เป็นศูนย์กลางขึ้นได้ โดยมีเส้นรอบวงอยู่นอกทวีปทั้งหก และเส้นรอบวงกลมนี้ก็จะบรรจบกับเส้นรอบนอกของทวีปต่างๆ และนั่นไง .. นครมักกะห์ .. (โดยการกำหนดของอัลเลาะห์) คือหัวใจของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาการที่ได้บอกถึง การค้นพบของนักวิชาการว่า มันเป็นศูนย์กลางของการแผ่รังสีของพลังแม่เหล็ก ที่แสดงออกอย่างมหัศจรรย์ที่ผู้ไปเยี่ยมเยือนมักกะห์ ในฐานะผู้ประกอบพิธีฮัจย์หรืออุมเราะห์ได้ประจักษ์ และได้ลิ้มรสของมันด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ เขาเกิดความ รู้สึกว่าถูกดึงดูดโดยธรรมชาติ ไปสู่ทุกสิ่งที่มีอยู่ในมักกะห์ จนเขาแทบจะสามารถสลายตัวและหัวใจ ชำแรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมักกะห์ นี่เป็นความรู้สึกที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีโลกนี้ โลกนี้เป็นดาวดวงหนึ่ง เหมือนดวงดาวทั้งหลายที่มีความดึงดูดซึ่งกันและกัน ซึ่งแรงดึงดูดนี้แผ่ออกมาจากภายใน และภายในนี้จะเป็นจุดรวมของสิ่งที่เราเรียกว่า “การแผ่รังสี” ไว้ที่ศูนย์กลางของมัน และจุดปะทะกันภายในของการแผ่รังสีนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ค้นพบในวิชาที่ว่าด้วยภูมิประเทศ (topography) ว่า มันมีอยู่จริงและมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การเข้าไปค้น คว้าของเขา ไม่ได้เกิดจากความเชื่อทางศาสนา เขาได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทั้งกลาง วันและกลางคืน ค้นคว้าวิจัยอยู่ในห้องทดลองของเขา เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยแผนที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ แต่แล้วเขาก็ค้นพบ (โดยไม่ได้ตั้งใจว่า) ศูนย์กลางของการปะทะกัน ของการแผ่รังสีของจักรวาลคือนครมักกะห์ และนี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นวิทยปัญญาของฮะดีษ ที่มีหลักการอยู่บนคำดำรัส ของอัลเลาะห์ตาอาลาที่ว่า “ และเช่นนั้นแหละ ที่เราได้สื่อสารกับเจ้าด้วยอัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับ เพื่อเจ้าจะได้ตักเตือน อุมมุ้ลกุรอ (ชาวมักกะห์) และพวกที่อยู่รายรอบเมืองนั้น และเตือนถึงวันชุมนุมที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในวันนั้นพวกหนึ่งจะได้อยู่ในสวรรค์ และพวกหนึ่งจะได้อยู่ในไฟที่ลุกโพลง” (อัชชูรอ 7)
ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถรู้ถึงวิทยปัญญาที่อัลเลาะห์ตาอาลาได้ทรงเลือกนครมักกะห์อย่างเจาะจง เพื่อเป็นบัยตุ้ลเลาะห์อันศักสิทธิ์ และเลือกนครมักกะห์อย่างเจาะจงให้เป็นจุดเผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่ชาวโลกทั้งมวล …..
